วันพุธที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ประสบการณ์ใหม่ในชีวิต





ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งได้ไปครับ ประเทศลาว ซึ่งไปทางจังหวัดมุกดาหาร ไปฝั่งกะโน้นก็จะเป็นจังหวัดสะหวันนะเขต ก็ได้ไปไม่กี่ที่หรอกครับฝนตก ที่ไปก็ไปไหว้พระธาตุอิฮัง ที่เล่าขานกันว่าสร้างพร้อม ๆ กับพระธาตุพนมของบ้านเราแต่เค้าสูงไม่เท่าเราแค่นั้นเอง เค้าดูจะเคร่งครัดมากครับเข้าภายในวัดผู้หญิงจะต้องใส่ผ้าถุงถ้าไม่ใส่ทางเจ้าหน้าวัดไม่ให้เค้าครับ อ่ะฮ่ะเป็นงัยล่ะเจ๋งมั้ยครับ เมื่อเข้าไปแล้ว ภายในบริเวณพระธาตุอิฮังห้ามผู้หญิงเข้าเข้าได้เฉพาะผู้ชาย จะวางดอกใม้ หรือของสักการะต้องฝากผู้ชายเท่านั้น ไม่เหมือนบ้านเราใส่กางเกงสั้นนิดเดียวเดินให้ควักในวัด เป็นอย่างนี้แหล่ะครับศาสนาบ้านเค้าจึงไม่เสื่อมและหมดความศักดิ์สิทธิ์ และข้างหลังนี้นะครับเป็นคาสิโนครับเป็นที่ที่คนไทยเอาเงินไปฝากไว้มากที่สุด น่าเสียดายจังเค้าสร้างงานสร้างอาชีพให้กับคนประเทศเค้าอย่างมากเผลอ ๆ มีคนไทยที่ทำงานในที่นั้นด้วย ทั้งเด็กวัยรุ่น ทั้งผู้หญิงผู้ชาย อ้อวัยรุ่นผู้หญิงผู้ก็มีนะครับถือว่าเป็นนักพนันวัยกระเต๊าะก็ว่าได้ ผมรู้มาว่าคนที่มีสัญชาติลาว เชื้อชาติลาวเค้าไม่ให้เล่นด้วยล่ะ ไม่ทราบว่าจะจริงหรือป่าว ถ้าจะเอารถข้าไปก็ได้หรือไม่ก็นั้งรถโดยสารระหว่างประเทศ เมื่อเอารถข้ามไปถึงฝั่งโน้นแล้ว เราก็จอดรถเราใว้เราก็ทำเรื่องเข้าประเทศเข้าอีกที เค้าจะมีรถโดยสารเข้าแขวงสะหวันนะเขต อีกทีถ้าใครจะไปคาสิโนก็จะมีรถมารับถึงที่ฟรีอีกต่างหาก เป็นรถตู้15ที่นั่ง หรือเราจะไปไหว้พระไปตลาดที่ของถูก ๆ ของลอกเลียนแบบจะนำมาจากจีนครับ เยอะเลย ก็เหมาเป็นคันไปวันละ1000บาท คิดเป็นเงินกีบก็ 1000 กีบ เท่ากับ 4 บาทครับ เข้าห้องน้ำเค้าเก็บค่าบริการ 1000 กีบต่อครั้ง เจ๋งป่าวล่ะครับ อิอิอิ กินขนมปังสอดใส้ 5000 กีบ ก็เท่ากับ 20 บาท ครับ ผมซื้อกลับบาท 60 บาท 6: 5 = 30 ก้อเป็น 30,000 กีบ ถูกป่ะ อิอิ


video
วีดีโอบางส่วนที่ถ่ายได้









คาสิโนเค้าใหญ่มากครับเสียดายเค้าไม่ให้ถ่ายภาพภายในคาสิโน

วันพุธที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

จุดอ่อนของคนไทย 10 ประการ จากวิกรม กรมดิษฐ์

จุดอ่อนของคนไทย 10 ประการ

ต้องบอกว่าประเทศไทยเปิดศักราชปีเสือไม่โสภา เมื่อ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร กรุงเทพฯ) ระบุว่าไทยอาจไม่เป็นประเทศที่น่าสนใจในการลงทุนเหมือนที่ผ่านมาในสายตาของนักลงทุนญี่ปุ่น ทำให้คิดถึงความคิดเห็นของ วิกรม กรมดิษฐ์ เจ้าพ่ออมตะนครที่เคยพูดถึง “ จุดอ่อน ” ของคนไทยไว้ 10 ข้อคือ


1 . คนไทยรู้จักหน้าที่ของตัวเองต่ำมาก โดยเฉพาะ หน้าที่ต่อสังคม เป็นประเภทมือใครยาวสาวได้สาวเอา เกิดเป็น ธุรกิจการเมือง ธุรกิจราชการ ธุรกิจการศึกษา ทำให้ประเทศชาติล้าหลังไปเรื่อยๆ
2. การศึกษายังไม่ทันสมัย คนไทยจะเก่งแต่ภาษาของตัวเอง ทำให้ขาดโอกาสในการแข่งขันกับต่างชาติในเวทีต่างๆ ไม่กล้าแสดงออก ขี้อายไม่มั่นใจในตัวเอง เราจึงตามหลังชาติอื่น จะเห็นว่าคนมีฐานะจะส่งลูกไปเรียนเมืองนอกเพื่อโอกาสที่ดีกว่า
3. มองอนาคตไม่เป็น คนไทยมากกว่า 70% ทำงานแบบไร้อนาคตทำแบบวันต่อวัน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ น้อยคนนักที่จะทำงานแบบเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน มีเป้าหมายในอนาคตที่ชัดเจน
4. ไม่จริงจังในความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ทำแบบผักชีโรยหน้าหรือทำด้วยความเกรงใจ ต่างกับคนญี่ปุ่นหรือยุโรปที่จะให้ความสำคัญกับสัญญาหรือข้อตกลงอย่างเคร่ง ครัด เพราะหมายถึงความเชื่อถือในระยะยาว ปัจจุบันคนไทยถูกลดเครดิตความน่าเชื่อถือด้านนี้ลงเรื่อยๆ
5. การกระจายความเจริญยังไม่เต็มที่ ประชากรประมาณ 60-70% ที่อยู่ห่างไกลจะขาดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเองและชุมชนซึ่งเป็น หน้าที่ของภาครัฐที่ต้องส่งเสริม
6. การบังคับกฎหมายไม่เข้มแข็ง และดำเนินการไม่ต่อเนื่อง ทำงานแบบลูบหน้าปะจมูก ปราบปรามไม่จริงจัง การดำเนินการตามกฎหมายกับผู้มีอำนาจหรือบริวารจะทำแบบเอาตัวรอดไปก่อน ไม่มีมาตรฐาน ต่างกับประเทศที่เจริญแล้ว ข้อนี้กระบวนการยุติธรรมจะต้องปรับปรุง
7. อิจฉาตาร้อน สังคมไทยไม่ค่อยเป็นสุภาพบุรุษ เลี่ยงเป็นศรีธนญชัยยกย่องคนมีอำนาจ มีเงิน โดยไม่สนใจภูมิหลัง โดยเฉพาะคนที่ล้มบนฟูกแล้วไปเกาะผู้มีอำนาจ เอาตัวรอด คนพวกนี้ร้ายยิ่งกว่า ผู้ก่อการร้ายดีแต่พูด มือไม่พายเอาเท้ารานํ้า ทำให้คนดีไม่กล้าเข้ามาเพราะกลัวเปลืองตัว
8. เอ็นจีโอค้านลูกเดียว เอ็น จีโอ บางกลุ่มอิงอยู่กับผลประโยชน์เอ็นจีโอดีๆ ก็มี แต่บ้านเรามีน้อย บ่อยครั้งที่ประเทศเราเสียโอกาสอย่างมหาศาลเพราะการค้านหัวชนฝา เหตุผลจริงๆ ไม่ได้พูดกัน
9. ยังไม่พร้อมในเวทีโลก การสร้างความน่าเชื่อถือในเวทีการค้าระดับโลกของเรายังขาดทักษะและทีมเวิร์ค ที่ดี ทำให้สู้ประเทศเล็กๆ อย่างสิงคโปร์ไม่ได้
10. เลี้ยงลูกไม่เป็น ปัจจุบัน เด็กไทยขาดความอดทน ไม่มีภูมิคุ้มกันเป็นขี้โรคทางจิตใจ ไม่เข้มแข็ง เพราะเราเลี้ยงลูกแบบไข่ในหิน ไม่สอนให้ลูกช่วยตัวเอง ต่างกับชาติที่เจริญแล้ว เขาจะกระตือรือร้นช่วยตนเองขวนขวาย แสวงหา ค้นหาตัวเอง และเขาจะสอนให้สำนึกรับผิดชอบต่อสังคมข้อสุดท้าย! อ่านแล้วอาจต้องแปะติดข้างฝาไว้เลย!!


ทีมา : forwordmail ไม่ได้แจ้งที่มา ต้องขออภัยเจ้าของบทความ เป็นการเผยแพร่ทางความรู้เท่านั้นไม่มุ่งหวังทางธุรกิจ

เขาไปไกลแล้วจิงป่ะ


เดือนนี้ผมขอเปิดด้วยกระแสฟุตบอลโลกฟีเวอร์ล่ะกันนะครับ ยังงัยก้อเบามือกันหน่อยนะครับสำหรับนักพนันทั้งหลายจะให้เลิกเล่นพนันบอลผมว่า บอลโลกคงขาดอะไรไปอย่างจริงป่ะ ส่วนตัวผมไม่เล่นพนันครับ ดูอย่างเดียวและเล่นในสนามอย่างเดียว เมื่อดูบอลต่างประเทศแล้วก็แวะมาดูบอลบ้านเราบ้าง ย้ำครับบ้านเรา ตอนนี้ลีกบ้านเราก็กำลังบูมกระแสบอลโลกไม่ได้ทำให้ฟุตบอลไทยซบเซาเลย แต่ที่ผมมองคือทีมบ้านเรา หรือทีมบ้านเฮา หมายถึงทีมในลีกภูมิภาค มองถึงการพัฒนาฟุตบอลในจังหวัด ผมว่าผู้ใหญ่ในจังหวัดยังให้การสนับสนุนไม่มากพอ แต่ทีมฟุตบอลจะมัวรอแต่การสนับสนุนจากจังหวัด หรือท้องถิ่นก็ไม่ได้จะเป็นอาชีพจริง ผมคิดว่าสโมสรต้องหาเงินเอง อยู่ด้วยลำแข้งของตัวเอง มองอย่างทีมอื่น ๆ ที่สามารถเป็นมหาอำนาจลูกหนังเมืองไทยได้ ไม่พูดถึงทีมที่เค้ามีเงินอยู่ก่อนแล้วนะครับ เช่น เมืองทอง ฯ บางกอกกล๊าส บีอีซี เทโรฯ หรือการไฟฟ้า ที่ตอนหลังเปลี่ยนเป็น บุรีรัมย์ พีอีเอ แต่ทีมที่งบน้อย ๆ ตอนแรกก็ได้รับการสนับสนุนจากจังหวัดหรือองค์กร พอตอนหลังเค้าก็อยู่ได้ด้วยลำแข้งตัวอง เช่น ชลบุรี การท่าเรือ เป็นต้น ยิ่งชลบุรี เค้าไปไกลแล้ว ดังไปถึงเมืองนอก มีต่างประเทศเชิญไปอุ่นเครื่อง ไปเข้าแข่งขันทัวร์นาเม้นระดับโลก ทั้งชุดใหญ่ ชุดเยาวชน

มองทีมบ้านเรา น่าจะเอาแบบเค้านะ บริหารจัดการดี ๆ ผมก็ว่าน่าจะรอดเหมือนกัน

ลองมามองความแตกต่างระหว่าง เขากับเราดีกว่า

1. การสนับสนุนทุนที่มากพอ เค้ามี เราไม่มี

2. ผู้จัดการทีม เค้ามี เราก็มี

3. สำนักงาน ศูนย์ประสานงาน และประชาสัมพันธ์ เค้ามี เราไม่มี

4. ความเป็นองค์ และเป็นนักการตลาด เรามีป่ะ

5. อะคาเดมี่ เพื่อปั้นเด็กส่งทีมชุด มีป่ะ ถ้าไม่มีเงินซื้อนักเตะ ก็ปั้นเอง ดาวรุ่งรู้จักป่ะ

6. ชมรมกองเชียร์ แฟนพันธ์ จัดแคมเปญกองเชียร์เหมือนบุรีรัมย์ ทำได้ป่ะ อยากให้มีกองเชียร์ตามไปเชียร์จัดแบบกรุ๊ปทัวร์เลย คิดเป็นรายหัว ใครจะไปจองตั๋ว 500 - 800 บาท ถ้าใกล้หน่อยก็ไม่เกิน 500 บาท แบบไปเช้าเย็นกลับ ถ้าไปเยือนจังหวัดที่ไกลหน่อย ก็ 800 บาท ค่ารถพร้อมที่พักหนึ่งคืนไม่รวมค่าอาหารเครื่องดื่ม แค่นี้กองเชียร์ก็ตามไปเชียร์กันได้แล้ว

7.ความเป็นมืออาชีพของทีมงานสต๊าฟโค้ช นักฟุตบอล ระเบียบวินัย มีป่ะ

8.การประชาสัมพันธ์ที่ทั่วถึง ไม่ใช่แค่ใช้รถประชาสัมพันธ์วิ่งในตัวเมืองเท่านั้น ต่างอำเภอ นอกเขตเทศบาล ทำได้ป่ะ


อันผมเขียนขึ้นมาเพื่อเป็นมุมมองในการที่จะพัฒนาของทีมฟุตบอลเล็ก ๆ ในภูมิภาคเท่านั้น


ขอสวงนลิขสิทธิ์ในบทความนี้ ถ้าเป็นการเผยแพร่โดยไม่หวังผลทางธุรกิจท่านสามารถทำได้โปรดให้เกียรติแก่ผู้เขียน